แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Indicator แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Indicator แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

"เริ่มต้น Forex จาก 0" ตอนที่ # 40 : ตั้งค่า Period ของ Indicator เท่าไหร่ดี?


"เริ่มต้น Forex จาก 0" ตอนที่ # 40 : ตั้งค่า Period ของ Indicator เท่าไหร่ดี?

หลายคนข้องใจว่าจะตั้งค่า "Period" ของ "Indicator" ยังไงดี? ใช้ตัวเลขเท่าไหร่ดี? มีหลักการคิดยังไง?

ภาพโดย : Purd Tanitas

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยมีคำถามแบบนี้ในหัวช่วงเริ่มต้น เวลาที่ศึกษาระบบเทรดจาก Youtube และแหล่งอื่นๆ อยากรู้ว่าตัวเลขเหล่านั้นเอามาจากไหน ใช้หลักการอะไรในการกำหนดตัวเลขดังกล่าว
เมื่อได้ศึกษาเกี่ยวกับการสร้างระบบเทรดมากขึ้น จึงได้เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น

วันนี้เลยอยากนำสิ่งที่ผมเข้าใจมาแชร์ให้เพื่อนๆได้ฟังกัน เพื่อเป็น Guideline ให้เป็นไอเดียนำไปต่อยอดในการคิดระบบเทรดของตัวเองกันครับ

Period ในที่นี้คือ ค่าตัวเลขของ "จำนวนบาร์ หรือ แท่งเทียน" ที่จะให้ Indicator นำมาใช้คำนวณ โดยจะคำนวณย้อนหลังตามจำนวน Period ที่กำหนด

จริงๆแล้วตัวเลข Period ที่เป็นค่าเริ่มต้น มากับ Indicator แต่ละตัว เป็นค่าที่ผู้คิดค้นหรือเทรดเดอร์ส่วนมากคิดและทดสอบแล้วว่า เป็นค่าที่ใช้ได้ดีบน Time Frame D1

ถ้าคุณเคยศึกษาระบบเทรดมาบ้าง มักจะได้ยินเทรดเดอร์หลายๆคนเรียกค่า Period เป็น "วัน" ตัวอย่างเช่น ใช้เส้น EMA 100 วัน ความหมายคือ ใช้เส้น EMA Period 100

ภาพโดย : Purd Tanitas

ซึ่งจะฟังดูไม่ขัดแย้งถ้าคุณใช้ Time Frame D1 แต่ถ้าคุณใช้ Time Frame H1 อาจจะฟังดูขัดแย้งหรือสับสนอยู่บ้าง

เพราะถ้าคุณใช้ค่า 100 ใน Period ของ H1 มันคือการคำนวณย้อนหลัง 100 แท่ง นั่นก็หมายถึง 100 ชั่วโมง แต่ถ้าคุณต้องการคำนวณที่ 100 วันจริงๆตาม Time Frame D1 คุณจะต้องคำนวณก่อนว่า 100 วันคิดเป็นจำนวนกี่ชั่วโมง ซึ่งคำตอบคือ 2,400 ชั่วโมงนั่นเอง

ดังนั้นค่า EMA 100 ของ D1 จะเทียบเท่ากับ EMA 2400 ของ H1

ภาพโดย : Purd Tanitas
คุณสังเกตเห็นอะไรมั๊ยครับ จากภาพเส้น EMA 2400 ใน H1 ซึ่งก็คือค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 100 วัน ในช่วงที่ราคาวิ่งเข้าใกล้เส้น EMA เส้นนี้มันก็สามารถใช้เป็นแนวรับแนวต้านที่มีนัยสำคัญใน H1 ได้เหมือนกัน


แล้วทีนี้เราจะเลือกใช้ค่า Period ยังไงดีล่ะ?
คำตอบ คือ ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการนำไปใช้ มันไม่มีผิด ไม่มีถูก

แล้วมันเป็นยังไงกันล่ะ มาดูกันครับ


ตัวอย่างเช่น : สมมุติผมเทรดที่ TF H4 และต้องการดูค่าเฉลี่ยของราคา (MA) ย้อนหลัง 3 วัน และค่าเฉลี่ยของราคาย้อนหลัง 1 เดือน ผมจะต้องตั้งค่า Period เท่าไหร่ มาดูวิธีคิดกันครับ

จากโจทย์ผมจะต้องสร้างเส้นค่าเฉลี่ยราคา (MA) ขึ้นมา 2 เส้น

ในตลาด Forex 1 วันมี 24 ชั่วโมง นำ 24 ชั่งโมง มาหาร 4 ชั่วโมง
แปลว่าใน 1 วันจะมีแท่ง H4 ทั้งหมด 6 แท่ง

ดังนั้นเส้นค่าเฉลี่ย MA เส้นที่ 1 ย้อนหลัง 3 วัน ก็นำ 6 x 3 = 18

ตลาด Forex เปิดทำการ 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ 1 เดือนจะเปิดทำการเฉลี่ย 20 วัน
ดังนั้นเส้นค่าเฉลี่ย MA เส้นที่ 2 ย้อนหลัง 1 เดือน ก็นำ 6 x 20 = 120

สรุปคือผมจะต้องตั้งค่า MA เส้นที่ 1 Period = 18 และ MA เส้นที่ 2 Period = 120

ภาพโดย : Purd Tanitas

ภาพแสดงเส้น MA Period 18 (เส้นแดง) บน TF H4 จุดประสงค์เพื่อดูค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 3 วัน และเส้น MA Period 120 (เส้นดำ) บน TF H4 เพื่อดูค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 1 เดือน



มาดูอีกสักหนึ่งตัวอย่างใน TF ที่เล็กลงมาหน่อย : สมมุติผมต้องการเทรดที่ TF M15 แล้วต้องการดูค่าเฉลี่ยของราคา (MA) ย้อนหลัง 4 ชั่วโมง และ 1 วัน ผมต้องตั้งค่า Period เท่าไหร่?

จากโจทย์ผมจะต้องสร้างเส้นค่าเฉลี่ยราคา (MA) ขึ้นมา 2 เส้น

MA เส้นที่ 1 คิดดังนี้
1 ชั่วโมงมี 60 นาที นำ 60 นาที มาหาร 15 นาที
แปลว่าใน 1 ชั่วโมง จะมีแท่ง M15 ทั้งหมด 4 แท่ง

ดังนั้นเส้นค่าเฉลี่ย MA เส้นที่ 1 ย้อนหลัง 4 ชั่วโมง ก็นำ 4 x 4 = 16

MA เส้นที่ 2 คิดดังนี้
จากด้านบน 1 ชั่วโมง จะมีแท่ง M15 ทั้งหมด 4 แท่ง 1 วันมี 24 ชั่วโมง

ดังนั้นเส้นค่าเฉลี่ย MA เส้นที่ 2 ย้อนหลัง 1 วัน ก็นำ 4 x 24 = 96

สรุปคือผมจะต้องตั้งค่า MA เส้นที่ 1 Period = 16 และ MA เส้นที่ 2 Period = 96

ภาพโดย : Purd Tanitas
ภาพนี้แสดงเส้น MA Period 16 (เส้นแดง) บน TF M15 จุดประสงค์เพื่อดูค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 4 ชั่วโมง และเส้น MA Period 96 (เส้นดำ) บน TF M15 เพื่อดูค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 1 วัน



เป็นยังไงบ้างครับเริ่มจะเข้าใจหลักการคิดมากขึ้นบ้างมั๊ย เมื่อเข้าใจหลักการคิดแล้วทีนี้ก็น่าจะนำไปปรับใช้กันได้ดีขึ้น อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าค่าของ Period ที่เราตั้งมีจุดประสงค์เพื่อดูค่าอะไร โดยที่ไม่ต้องมโนตัวเลขขึ้นมาเองอีกต่อไปแล้ว


หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน ช่วยให้ได้ไอเดียในการปรับค่า Period ใน Indicator ได้เหมาะสมและมีหลักการมากขึ้นนะครับ หากมีคำถามหรือข้อสงสัยอะไร หรือใครมีความเห็นเพิ่มเติมสามารถ Comment ใต้บทความนี้ได้เลยนะครับ

ขอบคุณมากครับ สำหรับการติดตามบทความ

- Purd Tanitas -


เปิดบัญชี Exness คลิ๊กที่นี่ รหัสพาร์ทเนอร์ s9osq4ce

เปิดบัญชีจริง XM คลิ๊กที่นี่  รหัสพันธมิตร KG429

เปิดบัญชี Doo Prime คลิ๊กที่นี่   รหัสอ้างอิง 734841


Blogger : http://startupforexforbeginner.blogspot.com
Blockdit : Startup Forex by Purd Tanitas

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

"เริ่มต้น Forex จาก 0" ตอนที่ # 36 : Indicator


"เริ่มต้น Forex จาก 0" ตอนที่ # 36

ตอนนี้ถือเป็น Part สุดท้ายของตอนที่ 34
ใครที่ยังไม่ได้อ่านตอนที่ 34 สามารถย้อนกลับไปอ่านได้ ที่นี่ เลยนะครับ
ส่วนตอนที่ 35 ก็ คลิกที่นี่ เลยครับ

ในตอนนี้ผมขอยังไม่ลงลึกในเรื่องของ Indicator แต่ละตัวมากนักนะครับ ขอพูดคร่าวๆในส่วนของ Indicator ที่ช่วยในการบอก Trend (แนวโน้ม) ก่อน เพื่อให้ต่อเนื่องกันกับตอนที่ 34-35

เรามาเริ่มกันเลย...

Indicator คือ เป็นเครื่องมือหรือตัวชี้วัด ที่ช่วยในการวิเคราะห์ทางเทคนิค โดยนำข้อมูลดิบอย่างราคาหรือปริมาณการซื้อขาย มาคำนวณด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์หรือสูตรทางสถิติที่คิดค้นขึ้น ซึ่งแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของ Indicator แต่ละตัว



Indicator ที่นิยมใช้กันในตลาด Forex มี 2 ประเภท หลักๆ คือ

  • Trend (แนวโน้ม)
  • Oscillators (การแกว่งตัว)


Indicator ประเภท Trend จะใช้งานได้ผลดีในช่วงที่ "ตลาดเป็น Trend" ไม่ว่าจะเป็นทิศทางขาขึ้น หรือ ขาลง แต่จะได้ผลไม่ดีนักหากตลาดช่วงนั้น Sideway (ไม่มีแนวโน้ม) เพราะจะเจอสัญญาณหลอกบ่อยครั้ง

และ Indicator ประเภท Trend มีหลายตัว และที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ "Moving Average" หรือ "เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่" ซึ่งเป็นการนำราคาย้อนหลังตามจำนวนที่ต้องการมาหาค่าเฉลี่ย



การนำ "เส้น MA" มาใช้ในการเทรดขึ้นอยู่กับเทคนิคของแต่ละคน มีทั้ง 1 เส้น 2 เส้น หรือ 3 เส้น เป็นต้น

เทคนิคการเทรดด้วย MA 1 เส้น ก็จะใช้การดูราคาว่าอยู่เหนือหรืออยู่ต่ำกว่าเส้น หากราคาอยู่เหนือเส้นก็จะหาจังหวะในการเทรดทำกำไรขาขึ้น หากอยู่ต่ำกว่าเส้นก็จะหาจังหวะในการเทรดทำกำไรขาลง

ภาพโดย : Purd Tanitas



เทคนิคการเทรดด้วย MA 2 เส้น จะใช้เส้นสั้นคู่กับเส้นยาว เช่น MA 10 และ MA 50 บางเทคนิคใช้จังหวะการตัดกันของเส้นเป็นสัญญาณในการเข้าเทรด เส้นสั้นตัดขึ้นเทรดทำกำไรขาขึ้น เส้นสั้นตัดลงเทรดทำกำไรขาลง แต่เทคนิคนี้อาจจะเจอสัญญาณหลอกบ่อยหากราคาเข้าช่วง Sideway

ภาพโดย : Purd Tanitas



ส่วนบางเทคนิคจะใช้เพื่อดูเทรนและหาจังหวะในการเทรด คือ เมื่อเส้นสั้นอยู่เหนือเส้นยาวจะหาจังหวะในการเข้าเทรดทำกำไรขาขึ้น หากเส้นสั้นอยู่ต่ำกว่าเส้นยาวก็จะหาจังหวะในการเทรดทำกำไรขาลง

ภาพโดย : Purd Tanitas



ส่วนเทคนิคการเทรดด้วย MA ที่มากกว่า 2 เส้นขึ้นไปก็จะคล้ายๆกับหลักการแบบ MA 2 เส้น แล้วแต่ว่าใครจะนำมาประยุกต์ใช้แบบไหน


ข้อแนะนำ สำหรับการหาจังหวะที่ใช้เป็นสัญญาณในการเทรดควรนำ "Price Action" เข้ามาประกอบการตัดสินใจด้วย จะช่วยลดสัญญาณหลอกลง ช่วยให้มีความแม่นยำมากขึ้น


ส่วน Indicator ประเภท Oscillators เหมาะสำหรับการเทรดในตลาดที่แกว่งตัวอย่างไร้ทิศทาง หรือที่เรียกว่า Sideway เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถใช้รับมือกับความผันผวนของตลาด Sideway ได้ง่ายขึ้น มักจะนำมาใช้ประกอบเทคนิคในการเทรดแบบ Swing Trade ในช่วงตลาด Sideway และก็มีเทรดเดอร์หลายคนนำมาใช้ควบคู่กับ Indicator ประเภท Trend เพื่อช่วยกรองสัญญาณหลอกบางตัวออกด้วยเหมือนกัน

Indicator ประเภท Oscillators ที่นิยมใช้กัน คือ "MACD"  "RSI" และ "Stochastic"

ภาพ MACD สร้างโดย Purd Tanitas



ภาพ RSI สร้างโดย Purd Tanitas



ภาพ Stochastic สร้างโดย Purd Tanitas



ข้อแนะนำก่อนนำ Indicator มาใช้ในการเทรด คือ
  • ควรศึกษา "หลักการ" หรือ "ที่มา" ของ Indicator ตัวที่จะเลือกใช้ให้เข้าใจก่อนว่า สร้างขึ้นมาด้วยหลักการแนวคิดอะไร เพื่อจะได้นำมาใช้ให้สอดคล้องกับแนวคิดของ Indicator ตัวนั้นๆ
  • หากคุณต้องการใช้ Indicator ประเภทใด คุณก็ควรเลือกใช้ Indicator ประเภทนั้นเพียง "ตัวเดียวก็พอ" ไม่ควรใช้ Indicator ประเภทเดียวกันหลายๆตัว


ยกตัวอย่าง เช่น ผมต้องการใช้ Indicator ประเภท Trend คู่กับ Oscillators ผมก็จะเลือกใช้เพียงอย่างละ 1 ตัว คือ MA กับ Stochastic เท่านั้น

ผมจะไม่ใช้ Indicator ประเภทเดียวกันหลายๆตัว เพราะ Indicator แต่ละตัวนั้นสร้างขึ้นมาจากแนวคิดที่แตกต่างกันออกไป หากนำมาใช้พร้อมๆกันมันย่อมมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในตัว

ทำให้แทนที่จะได้สัญญาณเทรดที่ดี กลับได้สัญญาณเทรดที่แย่และสัญญาณที่น้อยลง เพราะกว่าทุกตัวจะเข้าเงื่อนไขพร้อมๆกัน จังหวะสัญญาณสวยๆก็ผ่านพ้นไปแล้ว


สำหรับตอนนี้ขอจบไว้เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ ไว้ผมจะมาเขียนลงรายละเอียดใน Indicator แต่ละตัวอีกครั้งในตอนต่อๆไปนะครับ

หวังว่าบทความนี่จะเป็นประโยชน์ ช่วยให้ผู้อ่านได้ไอเดียในการใช้งาน Indicator และเทคนิคในการเทรดมากขึ้นนะครับ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถ Comment ถามที่ใต้บทความเลยครับ

ขอบคุณมากครับ สำหรับการติดตามบทความ


- Purd Tanitas -


เปิดบัญชี Exness คลิ๊กที่นี่ รหัสพาร์ทเนอร์ s9osq4ce

เปิดบัญชีจริง XM คลิ๊กที่นี่  รหัสพันธมิตร KG429

เปิดบัญชี Doo Prime คลิ๊กที่นี่   รหัสอ้างอิง 734841


Blogger : http://startupforexforbeginner.blogspot.com
Blockdit : Startup Forex by Purd Tanitas

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2562

ขั้นตอนการ Backtest ด้วย MT4 ทำอย่างไร? : Part # 3


"ขั้นตอนการ Backtest ด้วย MT4 ทำอย่างไร?"

Part # 3

หลังจากที่เราเตรียมข้อมูลราคากันเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้มาดู "ขั้นตอนการทำ Backtest" กันเลย

สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มและยังใช้งาน MT4 ในการเทรดไม่คล่อง สามารถข้ามเรื่องการ Backtest ทั้ง 3 Parts ไปก่อนได้เลยนะครับ



เรามาเริ่มกันเลยด้วยการเรียกคำสั่ง "Strategy Tester" ขึ้นมาก่อน ซึ่งสามารถเรียกคำสั่งได้ 2 วิธี คือ ไปที่เมนู "View" แล้วเลือกหัวข้อ "Strategy Tester" หรืออีกวิธีใช้คีย์ลัดด้วยการกด "Ctrl+R" ถนัดแบบไหนก็ใช้แบบนั้นได้เลยครับ



เมื่อเรียกคำสั่งขึ้นมาแล้ว จะมีหน้าต่าง "Tester" ขึ้นมาด้านล่าง ถ้าคุณต้องการพื้นที่แสดงกราฟมากขึ้นก็อาจจะปิดหน้าต่าง "Terminal" ไปก่อนก็ได้ครับ



เลือกโหลดด้านซ้ายว่าเราจะทดสอบ "Expert Advisor" (EA) หรือ "Indicator"



จากตัวอย่าง เลือกทดสอบ EA ตรงหัวข้อแรกด้านบนเรา "เลือกชื่อ EA" ให้ตรงกับที่เราจะทดสอบ



หัวข้อ "Symbol" เลือกคู่เงินที่เราต้องการทดสอบ



หัวข้อ "Model" เลือกโหมดการเคลื่อนตัวของราคา แต่ละโหมดมีผลต่อการทดสอบ โดยแต่ละโหมดมีความหมายดังนี้



  • Every tick : เป็นโหมดที่มีความละเอียดที่สุด การเคลื่อนตัวของกราฟจะขยับในทุก tick ใกล้เคียงกับการขยับจริงของราคา ด้วยความที่เป็นโหมดทดสอบแบบละเอียด ระยะเวลาในการทดสอบก็จะนานที่สุดด้วยเช่นกัน


  • Control points : เป็นโหมดการทดสอบแบบหยาบๆ ระยะเวลาที่ใช้ในการทดสอบก็จะค่อนข้างเร็ว แต่ผลการทดสอบที่ได้ออกมาก็จะมีความน่าเชื่อถือน้อยด้วยเช่นกัน


  • Open prices only : เป็นโหมดการทดสอบด้วยราคาเปิดของแท่งเท่านั้น เหมาะสำหรับ EA ประเภทที่ให้ความสำคัญและ Action เฉพาะหลังราคาของแท่งก่อนหน้าจบและเริ่ม Action ที่ราคาเปิดของแท่งปัจจุบันเกิดขึ้นเท่านั้น



ติ๊กหัวข้อ "Use date" เพื่อระบุช่วงเวลาที่เราต้องการทดสอบ เวลาบนคอมพิวเตอร์เราจะต้องตั้งวันเดือนปีเป็น คริสตศักราช (ค.ศ.) ด้วยนะครับ ถ้าเป็น พุทธศักราช (พ.ศ.) จะไม่สามารถทดสอบได้



ถ้าเราติ๊กหัวข้อ "Visual mode" จะเป็นการโชว์กราฟให้เราเห็นการเคลื่อนที่ของราคาและการทำงานของ EA ตรงแถบแนวนอนเป็นตัวปรับระดับความเร็วของกราฟ ส่วนปุ่ม "Skip to" กรณีเราไม่ต้องการดูกราฟเคลื่อนที่แล้วและต้องการให้การทดสอบเร็วขึ้นก็กดปุ่มนี้ได้เลย ระบบจะทำการ Skip ไปถึงวันที่ด้านหลังซึ่งวันที่ระบบขึ้นมาให้จะเป็นวันสุดท้ายที่เราเลือกด้านบน



เลือก Time Frame ที่หัวข้อ "Period" ด้านขวามือ



หัวข้อ "Spread" ให้ใส่ตัวเลข Spread ที่เราต้องการทดสอบ ถ้าเลือกเป็น Current ระบบจะดึงค่า Spread ณ เวลานั้นมาทดสอบ

แนะนำให้ระบุตัวเลข Spread เข้าไปเลยตอนทดสอบ เพราะ EA บางตัวมีการกำหนดค่า Max Spread เอาไว้ แล้วสมมุติว่าเราทดสอบช่วงตลาดปิด Spread ของคู่เงินนั้นถูกถ่างออกเกินค่า Max Spread ของ EA ทำให้ไม่มีออเดอร์ตอนทดสอบได้

หรือถึงแม้ว่า Spread จะไม่เกินค่า Max Spread และสามารถเปิดออเดอร์ได้ แต่เราอาจจะทดสอบบนค่า Spread ที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงได้ ดังนั้นผมจึงแนะนำให้คุณระบุค่าเข้าไปเลยจะดีกว่า



ตั้งค่าของ EA ที่หัวข้อ "Expert properties"



หน้าต่างการตั้งค่าของ EA จะขึ้นมา ให้แถบ "Testing" ให้ใส่จำนวนเงินที่ต้องการใช้ในการทดสอบที่ช่อง "Initial deposit"



หัวข้อ "Positions" ใช้เลือกโหมดออเดอร์ ซึ่งมีให้เลือก 3 แบบ เลือกตามความต้องการได้เลย



เมื่อตั้งค่าจำนวนเงินและ Positions แล้วก็ไปที่ "Inputs" ให้ตั้งค่าตรงหัวข้อ "Value" อีก 3 หัวข้อด้านหลังใช้สำหรับทำ Optimization เมื่อตั้งค่า EA ตามที่เราต้องการทดสอบได้เลย




ส่วน 3 เมนู "Symbol properties" และ "Open chart" และ "Modify expert" จะไม่ค่อยได้ใช้ ผมขอข้ามไปเลยนะครับ


เมื่อตั้งค่าต่างๆเรียบร้อยแล้วก็กดปุ่ม "Start" มุมขวาล่างได้เลย

ตัวอย่างผมทดสอบ EA "Moving Average" ที่มีมาให้กับ MT4 และใช่ค่าเดิมไม่ได้ปรับอะไร ดังนั้นไม่ต้องสนใจเรื่องผลกำไรขาดทุนที่ออกมานะครับ ผมเพียงแค่ทำตัวอย่างให้ดูขั้นตอนเพียงเท่านั้น

เมื่อเรากดปุ่ม "Start" การทดสอบก็เริ่มทำงาน ซึ่งจะแถบด้านล่างเราสามารถเรียกดูได้ 4 หัวข้อ



หัวข้อ "Results" จะแสดงรายละเอียดของแต่ละออเดอร์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น



หัวข้อ "Graph" จะแสดงกราฟการเติบโตของพอร์ต



หัวข้อ "Report" จะแสดงข้อมูลเมื่อการทดสอบเสร็จแล้ว เรื่องการอ่าน Report ผมขอยกยอดไปอธิบายในบทความเกี่ยวกับโรบอทเทรดภายหลังนะครับ



หัวข้อ "Journal" จะแสดง Log การทำงานของ EA ซึ่งเราสามารถตรวจสอบการทำงานของ EA ว่าผิดปกติหรือไม่ได้ที่หน้านี้เช่นกัน




ในส่วนของ "Optimization" จะเป็นฟังก์ชั่นที่ใช้ในการทำ Optimiz เพื่อสุ่มหาค่าพารามิเตอร์ของ EA ตามเงื่อนไขที่เรากำหนด ฟังก์ชั่นนี้จะ Advance ขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งผมขอยังไม่อธิบายในตอนนี้นะครับ เอาไว้ผมเขียนบทความถึงเรื่องเกี่ยวกับโรบอทผมจะมาอธิบายให้ฟังกันอีกทีฝากติดตามกันด้วยนะครับ


ตอนนี้เราก็รู้ขั้นตอนการทำ Backtest ไปแล้ว สำหรับคนที่อยากทดสอบ EA หรือ Indicator ก็ลองเล่นกันดูได้เลย ขอให้สนุกกับการ Backtest นะครับ


- Purd Tanitas -


โหลด MT4 จากโบรกเกอร์ Exness ได้ ที่นี่
โหลด MT4 จากโบรกเกอร์ XM ได้ ที่นี่
โหลด MT4 จากโบรกเกอร์ Doo Prime ได้ ที่นี่


Blogger : http://startupforexforbeginner.blogspot.com
Blockdit : Startup Forex by Purd Tanitas

วันเสาร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2562

ขั้นตอนการ Backtest ด้วย MT4 ทำอย่างไร? : Part # 2


"ขั้นตอนการ Backtest ด้วย MT4 ทำอย่างไร?"

Part # 2

ในตอนนี้เรามาดูขั้นตอนการเตรียมข้อมูลราคาย้อนหลัง อีกวิธี คือ "การนำข้อมูลราคาจากภายนอกมาใส่ MT4 ด้วยตัวเอง" เพื่อใช้ในการ Backtest


ซึ่งมีขั้นตอนการทำหลักๆอยู่ 3 ขั้นตอน คือ

  • Download data : เตรียมข้อมูลราคา
  • Import data to MT4 : นำข้อมูลราคามาใส่ใน MT4
  • Convert data : แปลงข้อมูลราคาจาก M1 เป็น Time Frame อื่นๆ


Download data





  • เมื่อเข้าเว็ปไซด์มาแล้ว เลือกหัวข้อ "Download Free Forex Data"
  • ตรงหัวข้อ "MetaTrader 4 / MetaTrader 5" ให้เลือกที่ "M1 (1 Minute Bar) Data"



  • "เลือกคู่เงิน" ที่ต้องการโหลดข้อมูลราคา ตัวอย่างผมจะเลือกโหลด "EURUSD"



  • "เลือกข้อมูลปี" ที่ตั้งการโหลด ตัวอย่างผมต้องการข้อมูลปี 2000-2018 ผมก็โหลดไฟล์ทั้งหมดลงในเครื่อง ให้โหลดไฟล์นามสกุล .zip



  • เมื่อโหลดไฟล์มาครบแล้ว ให้ทำการ "แตก Zip ไฟล์" ทั้งหมดออกมา




Import data to MT4

  • "Disconnect internet" ก่อน

  • เปิด MT4 แล้วไปที่เมนู "Tools" เลือก "History Center"

  • ไปที่คู่เงินที่เราต้องการ Import ข้อมูลราคาเข้าไป โดยเปิดที่ "1 Minute (M1)"

  • ทำการลบข้อมูลราคาด้านขวาทั้งหมดออกก่อน โดยคลิ๊กที่ราคาแถวบนสุดให้เป็นแถบน้ำเงิน จากนั้นใช้เม้าส์เลื่อนแถบด้านข้างลงไปบันทัดล่างสุด แล้วกดปุ่ม "Shift" ที่คีย์บอร์ดค้างไว้แล้วคลิ๊กที่ราคาบันทัดล่างสุด แถบน้ำเงินจะคลุมราคาทั้งหมด แล้วกดปุ่ม "Delete"

  • เมื่อลบข้อมูลราคาหมดแล้ว กดปุ่ม "Import"

  • หน้าต่าง "Import" จะขึ้นมาให้กดที่ปุ่ม "Browse"

  • หน้าต่าง "Open" จะขึ้นมาให้เลือกไปที่ไฟล์ราคาที่เราโหลดมาเก็บไว้ในเครื่องก่อนหน้านี้ โดยเลือกที่ไฟล์นามสกุล .csv ปีที่ไกลสุดก่อน เมื่อเลือกไฟล์แล้วกดปุ่ม "Open"

  • ตัวอย่างราคาจะขึ้นมาดังรูป จากนั้นกดปุ่ม "OK" ทะยอย Import ข้อมูลราคาของปีอื่นๆจนครบ โดยทำตามขั้นตอน Import ซ้ำเหมือนเดิม


  • เมื่อ Import data ครบแล้วให้ทำการลบข้อมูลราคาใน Time Frame อื่นๆทั้งหมดด้วย เสร็จแล้วกดปุ่ม "Close" ไปได้เลย


Convert data
  • เปิดคู่เงินที่เรา Import data เข้าไปขึ้นมาแล้วเลือก Time Frame "M1"

  • กดปุ่ม "Auto Trading"

  • ไปที่หน้าต่าง "Navigator" ด้านซ้ายมือ แล้วกดแสดง List เมนู "Script" ทำการลาก Script ชื่อ "PeriodConverter" ใส่ลงกราฟ

  • เมื่อลาก Script ลงกราฟจะมีหน้าต่างของ Script ขึ้นมา แล้วเลือกหัวข้อ "Common" ติ๊กตรงหัวข้อ "Allow live trading" และ "Allow DLL imports" และ "Allow import of external exports"

  • จากนั้นเลือกหัวข้อ "Inputs" แล้วแก้ตัวเลขเพื่อ Concert ราคาจาก M1 เป็น Time Frame ต่างๆจนครบ

โดย 5 = M5 , 15 = M15 , 30 = M30 , 60 = H1 , 240 = H4 , 1440 = D1 , 10080 = W1 , 43200 = MN1


เมื่อลาก Script ลงกราฟและแก้ตัวเลขตาม Time Frame แล้ว ลองมาดูที่หน้าต่าง "Terminal" หัวข้อ "Expert" จะมีข้อความบอกว่า Scriptทำการ Convert ราคาจาก M1 ไปเขียนเป็นข้อมูลราคาใน Time Frame นั้นได้จำนวนเท่าไหร่



ลาก Script ลงกราฟ 1 ครั้งต่อการ Convert 1 Time Frame ทำจนครบก็จะได้ราคาในทุก Time Frame

  • เมื่อ Convert ราคาครบแล้ว ให้ไปตรงสอบที่ "History Center" อีกครั้งว่าราคาใน Time Frame อื่นๆเพิ่มเข้ามาแล้วหรือไม่ ถ้าดับเบิ้ลคลิ๊กที่ Time Frame นั้นแล้วยังไม่มีข้อมูลราคา ให้ปิด MT4 แล้วเปิดใหม่ ถ้ายังไม่ใข้อมูลราคาให้ลาก Script ลงกราฟใหม่อีกรอบ



เท่านี้เราก็จะได้ข้อมูลราคาย้อนหลังเพื่อทำการ Backtest กันแล้ว ลองทำกันดูนะครับ ใครติดปัญหาในส่วนไหนคอมเม้นสอบถามกันมาได้เลยครับ

ในตอนหน้าเรามาดูวิธี Backtest กันครับ ฝากกดติดตามกันด้วยนะครับ เมื่อมีบทความใหม่จะได้แจ้งอัพเดทใหม่ทราบครับ


- Purd Tanitas -


โหลด MT4 จากโบรกเกอร์ Exness ได้ ที่นี่
โหลด MT4 จากโบรกเกอร์ XM ได้ ที่นี่
โหลด MT4 จากโบรกเกอร์ Doo Prime ได้ ที่นี่


Blogger : http://startupforexforbeginner.blogspot.com
Blockdit : Startup Forex by Purd Tanitas

"เริ่มต้น Forex จาก 0" ตอนที่ # 40 : ตั้งค่า Period ของ Indicator เท่าไหร่ดี?

"เริ่มต้น Forex จาก 0" ตอนที่ # 40 :  ตั้งค่า Period ของ Indicator เท่าไหร่ดี? หลายคนข้องใจว่าจะตั้งค่า "Period" ของ...