แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Trend แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Trend แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

"เริ่มต้น Forex จาก 0" ตอนที่ # 36 : Indicator


"เริ่มต้น Forex จาก 0" ตอนที่ # 36

ตอนนี้ถือเป็น Part สุดท้ายของตอนที่ 34
ใครที่ยังไม่ได้อ่านตอนที่ 34 สามารถย้อนกลับไปอ่านได้ ที่นี่ เลยนะครับ
ส่วนตอนที่ 35 ก็ คลิกที่นี่ เลยครับ

ในตอนนี้ผมขอยังไม่ลงลึกในเรื่องของ Indicator แต่ละตัวมากนักนะครับ ขอพูดคร่าวๆในส่วนของ Indicator ที่ช่วยในการบอก Trend (แนวโน้ม) ก่อน เพื่อให้ต่อเนื่องกันกับตอนที่ 34-35

เรามาเริ่มกันเลย...

Indicator คือ เป็นเครื่องมือหรือตัวชี้วัด ที่ช่วยในการวิเคราะห์ทางเทคนิค โดยนำข้อมูลดิบอย่างราคาหรือปริมาณการซื้อขาย มาคำนวณด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์หรือสูตรทางสถิติที่คิดค้นขึ้น ซึ่งแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของ Indicator แต่ละตัว



Indicator ที่นิยมใช้กันในตลาด Forex มี 2 ประเภท หลักๆ คือ

  • Trend (แนวโน้ม)
  • Oscillators (การแกว่งตัว)


Indicator ประเภท Trend จะใช้งานได้ผลดีในช่วงที่ "ตลาดเป็น Trend" ไม่ว่าจะเป็นทิศทางขาขึ้น หรือ ขาลง แต่จะได้ผลไม่ดีนักหากตลาดช่วงนั้น Sideway (ไม่มีแนวโน้ม) เพราะจะเจอสัญญาณหลอกบ่อยครั้ง

และ Indicator ประเภท Trend มีหลายตัว และที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ "Moving Average" หรือ "เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่" ซึ่งเป็นการนำราคาย้อนหลังตามจำนวนที่ต้องการมาหาค่าเฉลี่ย



การนำ "เส้น MA" มาใช้ในการเทรดขึ้นอยู่กับเทคนิคของแต่ละคน มีทั้ง 1 เส้น 2 เส้น หรือ 3 เส้น เป็นต้น

เทคนิคการเทรดด้วย MA 1 เส้น ก็จะใช้การดูราคาว่าอยู่เหนือหรืออยู่ต่ำกว่าเส้น หากราคาอยู่เหนือเส้นก็จะหาจังหวะในการเทรดทำกำไรขาขึ้น หากอยู่ต่ำกว่าเส้นก็จะหาจังหวะในการเทรดทำกำไรขาลง

ภาพโดย : Purd Tanitas



เทคนิคการเทรดด้วย MA 2 เส้น จะใช้เส้นสั้นคู่กับเส้นยาว เช่น MA 10 และ MA 50 บางเทคนิคใช้จังหวะการตัดกันของเส้นเป็นสัญญาณในการเข้าเทรด เส้นสั้นตัดขึ้นเทรดทำกำไรขาขึ้น เส้นสั้นตัดลงเทรดทำกำไรขาลง แต่เทคนิคนี้อาจจะเจอสัญญาณหลอกบ่อยหากราคาเข้าช่วง Sideway

ภาพโดย : Purd Tanitas



ส่วนบางเทคนิคจะใช้เพื่อดูเทรนและหาจังหวะในการเทรด คือ เมื่อเส้นสั้นอยู่เหนือเส้นยาวจะหาจังหวะในการเข้าเทรดทำกำไรขาขึ้น หากเส้นสั้นอยู่ต่ำกว่าเส้นยาวก็จะหาจังหวะในการเทรดทำกำไรขาลง

ภาพโดย : Purd Tanitas



ส่วนเทคนิคการเทรดด้วย MA ที่มากกว่า 2 เส้นขึ้นไปก็จะคล้ายๆกับหลักการแบบ MA 2 เส้น แล้วแต่ว่าใครจะนำมาประยุกต์ใช้แบบไหน


ข้อแนะนำ สำหรับการหาจังหวะที่ใช้เป็นสัญญาณในการเทรดควรนำ "Price Action" เข้ามาประกอบการตัดสินใจด้วย จะช่วยลดสัญญาณหลอกลง ช่วยให้มีความแม่นยำมากขึ้น


ส่วน Indicator ประเภท Oscillators เหมาะสำหรับการเทรดในตลาดที่แกว่งตัวอย่างไร้ทิศทาง หรือที่เรียกว่า Sideway เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถใช้รับมือกับความผันผวนของตลาด Sideway ได้ง่ายขึ้น มักจะนำมาใช้ประกอบเทคนิคในการเทรดแบบ Swing Trade ในช่วงตลาด Sideway และก็มีเทรดเดอร์หลายคนนำมาใช้ควบคู่กับ Indicator ประเภท Trend เพื่อช่วยกรองสัญญาณหลอกบางตัวออกด้วยเหมือนกัน

Indicator ประเภท Oscillators ที่นิยมใช้กัน คือ "MACD"  "RSI" และ "Stochastic"

ภาพ MACD สร้างโดย Purd Tanitas



ภาพ RSI สร้างโดย Purd Tanitas



ภาพ Stochastic สร้างโดย Purd Tanitas



ข้อแนะนำก่อนนำ Indicator มาใช้ในการเทรด คือ
  • ควรศึกษา "หลักการ" หรือ "ที่มา" ของ Indicator ตัวที่จะเลือกใช้ให้เข้าใจก่อนว่า สร้างขึ้นมาด้วยหลักการแนวคิดอะไร เพื่อจะได้นำมาใช้ให้สอดคล้องกับแนวคิดของ Indicator ตัวนั้นๆ
  • หากคุณต้องการใช้ Indicator ประเภทใด คุณก็ควรเลือกใช้ Indicator ประเภทนั้นเพียง "ตัวเดียวก็พอ" ไม่ควรใช้ Indicator ประเภทเดียวกันหลายๆตัว


ยกตัวอย่าง เช่น ผมต้องการใช้ Indicator ประเภท Trend คู่กับ Oscillators ผมก็จะเลือกใช้เพียงอย่างละ 1 ตัว คือ MA กับ Stochastic เท่านั้น

ผมจะไม่ใช้ Indicator ประเภทเดียวกันหลายๆตัว เพราะ Indicator แต่ละตัวนั้นสร้างขึ้นมาจากแนวคิดที่แตกต่างกันออกไป หากนำมาใช้พร้อมๆกันมันย่อมมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในตัว

ทำให้แทนที่จะได้สัญญาณเทรดที่ดี กลับได้สัญญาณเทรดที่แย่และสัญญาณที่น้อยลง เพราะกว่าทุกตัวจะเข้าเงื่อนไขพร้อมๆกัน จังหวะสัญญาณสวยๆก็ผ่านพ้นไปแล้ว


สำหรับตอนนี้ขอจบไว้เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ ไว้ผมจะมาเขียนลงรายละเอียดใน Indicator แต่ละตัวอีกครั้งในตอนต่อๆไปนะครับ

หวังว่าบทความนี่จะเป็นประโยชน์ ช่วยให้ผู้อ่านได้ไอเดียในการใช้งาน Indicator และเทคนิคในการเทรดมากขึ้นนะครับ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถ Comment ถามที่ใต้บทความเลยครับ

ขอบคุณมากครับ สำหรับการติดตามบทความ


- Purd Tanitas -


เปิดบัญชี Exness คลิ๊กที่นี่ รหัสพาร์ทเนอร์ s9osq4ce

เปิดบัญชีจริง XM คลิ๊กที่นี่  รหัสพันธมิตร KG429

เปิดบัญชี Doo Prime คลิ๊กที่นี่   รหัสอ้างอิง 734841


Blogger : http://startupforexforbeginner.blogspot.com
Blockdit : Startup Forex by Purd Tanitas

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

"เริ่มต้น Forex จาก 0" ตอนที่ # 34 : "ทฤษฎีดาว" Dow Theory


"เริ่มต้น Forex จาก 0" ตอนที่ # 34

ตอนนี้เราพอจะรู้กันไปแล้วว่า สิ่งสำคัญในการเทรด คือ เราจำเป็นต้อง "ดูเทรนให้ออก" และในตอนนี้เราจะมาดูกันว่า "เครื่องมือสำหรับวิเคราะห์เทรน" (Trend Analysis) มีอะไรอะไรกันบ้าง

"เครื่องมือสำหรับวิเคราะห์เทรน" หลักๆจะมีอยู่ 3 ประเภท คือ

  • Price Pattern
  • Trend Line
  • Indicator

ในตอนนี้ผมจะขอพูดถึง "Price Pattern" กันก่อนนะครับ

Price Pattern คือ รูปแบบของราคาที่ก่อตัวขึ้นจากราคาในอดีตและเกิดขึ้นซํ้าๆจน กลายเป็นรูปแบบต่างๆของราคา

ซึ่งถ้าพูดถึง Price Pattern แล้ว ทฤษฎีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั่นก็คือ
"ทฤษฎีดาว" Dow Theory


เครดิตรูป : www.stockalphabets.com


Charles Dow ได้คิดค้น "ทฤษฎีดาว" ขึ้นมา และยังนำราคาปิดของหุ้นจำนวน 11 ตัวคิดเป็น "ดัชนีค่าเฉลี่ยตลาดหุ้น" ซึ่งถือได้ว่าเป็นบุคคลสำคัญที่เป็นต้นกำเนิดในการพัฒนาของวงการเทรดที่ยิ่งใหญ่เลยทีเดียว

เครดิตรูป : https://en.wikipedia.org/wiki/Charles_Dow

โดยหลักการพื้นฐานของ "ทฤษฎีดาว" มี 6 ประการดังนี้

1. รูปแบบของราคาได้สะท้อนทุกอย่างไว้หมดแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตลาด หรือแม้กระทั่งปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ทุกอย่างได้สะท้อนออกมาเป็นราคา ณ ขณะนั้นเรียบร้อยแล้ว


2. ราคาเคลื่อนไหวอย่างเป็นแนวโน้ม

โดย Charles Dow ได้แบ่งส่วนประกอบของแนวโน้มออกเป็น 3 ส่วน คือ

  • Primary Trend หรือ แนวโน้มหลัก เป็นแนวโน้มใหญ่ในระดับ จะคงอยู่มากกว่า 1 ปี บางครั้งกินเวลาไปนานหลายปี
  • Secondary Trend หรือ แนวโน้มรอง หรือบางครั้งเรียกแนวโน้มระยะกลาง (Intermediate) เป็น "ช่วงตลาดปรับฐาน" หรือเรียกว่า "ช่วงพักตัว" อยู่ในแนวโน้มหลัก ปกติจะกินเวลาตั้งแต่ 3 สัปดาห์ถึง 3 เดือน และปรับฐานลึกได้ตั้งแต่ "หนึ่งในสามถึงสองในสาม" ของรอบที่เพิ่งผ่านมา แต่โดยมากราคามักจะปรับฐานลงมาประมาณครึ่งหนึ่งของรอบที่ผ่านมาเสมอ
  • Minor Trend หรือ แนวโน้มย่อย เป็นแนวโน้มระยะสั้น กินเวลาน้อยกว่า 3 สัปดาห์ ซึ่งไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มหลัก

เครดิตรูป : www.dalalstreetwinners.com

3. แนวโน้มหลักมี 3 ช่วง

Charles Dow ให้ความสนใจต่อแนวโน้มหลักมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะสภาวะตลาดที่เป็น Bull Market (ตลาดกระทิง) หรือแนวโน้มขาขึ้น และ Bear Market (ตลาดหมี) หรือแนวโน้มขาลง
ต่างก็แบ่งเป็น 3 ช่วงระยะเวลาเช่นเดียวกัน ดังนี้

  • "Accumulation" หรือ ช่วงสะสมหุ้น จะเกิดในช่วงต้นของแนวโน้ม เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนในตลาดไม่กล้าลงทุน ช่วงเวลานี้นักลงทุนที่มีความเชียวชาญและมีความเข้าใจตลาดเป็นอย่างดี จะเข้ามาทยอยเปิดสถานะซื้อเพื่อเก็งกำไรในแนวโน้มขาขึ้น หรือ เปิดสถานะขายเพื่อเก็งกำไรในแนวโน้มขสลง เพราะเขารู้ดีว่าแนวโน้มก่อนหน้ากำลังจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า
  • "Public Participation" หรือ ช่วงตลาดมีส่วนร่วม เป็นช่วงที่คนส่วนมากเริ่มมองเห็นทิศทางของแนวโน้มชัดเจนขึ้น และเริ่มเข้ามาซื้อหรือขายมากขึ้นในช่วงระยะเวลานี้ ทำให้จลาดมีการปรับตัวของราคาอย่างรวดเร็ว จะดูคึกคักเป็นพิเศษ
  • "Distribution" หรือ ช่วงเวลาแห่งการจำหน่ายแจกจ่าย จะเกิดขึ้นช่วงที่มีสีสันมากเป็นพิเศษ ทุกคนต่างกันพาเห็นไปในทิศทางเดียวกันต่างพากันแห่เข้าซื้อหรือขายกันเป็นจำนวนมากแบบทวีคูณ ซึ่งในช่วงเวลานี้ก็มีอีกกลุ่มหนึ่งเริ่มปิดสถานะออเดอร์เพื่อทำกำไรอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ตลาดเริ่มเกิดสภาวะชะลอตัว และสิ้นสุดแนวโน้มในทิศทางนั้นในที่สุด

เครดิตรูป : EliteMarkets.com

ซึ่งเหตุการณ์ทั้ง 3 ช่วงใน "ทฤษฎีดาว" นั้น ได้ถูกนำมาวิจัยต่อยอดโดย R.N.Elliott จนเกิด "ทฤษฎีคลื่นเอลเลียต" (Elliott Wave) ตามมาภายหลังนั่นเอง


4. ตลาดทั้งหมดต้องสอดคล้องกัน

เมื่อเกิดสัญญาณแนวโน้มในทิศทางใด ราคาที่เกี่ยวข้องกันควรจะต้องมีความสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน อาจไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกันในเวลาเดียวกันเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเกิดขึ้นไล่เลี่ยกันก็ได้ ยิ่งเกิดขึ้นใกล้เคียงกันมากเท่าไหร่ ความแข็งแรงของสัญญาณก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น


5. โวลุ่มการซื้อขายต้องยืนยันแนวโน้ม

Charles Dow เชื่อว่าโวลุ่มการซื้อขายจะช่วยยืนยันสัญญาณตลาดอีกทางหนึ่ง โดยโวลุ่มการซื้อขายควรจะเพิ่มมากขึ้น และไปในทิศทางเดียวกันกับทิศทางของแนวโน้มหลัก และเมื่อราคาเกิดการย่อตัวปรับฐาน โวลุ่มการซื้อขายก็ควรจะลดลงตามกัน ถ้าสรุปง่ายๆก็คือ ถ้าช่วงตลาดกำลังปรับตัวขึ้น โวลุ่มก็ควรเพิ่มขึ้นตามแรงซื้อ และเมื่อย่อตัวปรับฐาน โวลุ่มก็ควรลดลงด้วย และถ้าช่วงตลาดกำลังปรับตัวเป็นขาลง โวลุ่มก็ควรเพิ่มขึ้นเพื่อสะท้อนแรงเทขาย และเมื่อรีบาวน์ โวลุ่มก็ควรลดลงด้วย


6. แนวโน้มราคาจะคงอยู่ไปจนกว่าจะมีสัญญาณกลับตัวที่ชัดเจน

Charles Dow จะไม่คาดการณ์ว่าแนวโน้มนั้นจะเคลื่อนไหวเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่ หรือระยะทางไกลแค่ไหน แต่แค่รอว่าถ้าเกิดสัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้ม จึงเป็นสัญญาณใกล้จบแนวโน้มนั้น

โดยปกติการแบ่งแนวโน้มของ "ทฤษฎีดาว" จะดูจากการทำ Swing High และ Swing Low ของราคา

โดยถ้าแนวโน้มขาขึ้น จะทำ Higher High (ทำ High ใหม่สูงกว่า High เดิม) และทำ Higher Low (ทำ Low ใหม่สูงขึ้นกว่า Low เดิม) แสดงถึงทิศทางของ "แนวโน้มขาขึ้น" (Bull market)

เครดิตรูป : www.realfibonaccitrading.com



และถ้าราคาทำ Lower High (ทำ High ใหม่ต่ำลงกว่า High เดิม) และทำ Lower Low (ทำ Low ใหม่ต่ำลงกว่า Low เดิม) แสดงถึงทิศทางของ "แนวโน้มขาลง" (Bear market)


เครดิตรูป : www.realfibonaccitrading.com


สำหรับ "ทฤษฎีดาว" นั้น Charles Dow ยังให้ความสำคัญกับราคาปิดของวันมากกว่าความผันผวนที่เกิดขึ้นระหว่างวันเป็นอย่างมาก และยังให้ความสำคัญกับเส้นแนวนอนที่ตีพาดผ่านราคาตามจุดที่มีนัยสำคัญเป็นเส้นแนวรับแนวต้านอีกด้วย

ผมขอพูดถึง "ทฤษฎีดาว" ไว้เพียงเท่านี้นะครับ หากใครที่สนใจอยากศึกษาลงลึกกว่านี้ ลองหาข้อมูลศึกษาเพิ่มเติมได้ทั้งทางหนังสือที่ขายตามร้านหนังสือชั้นนำ หรือทางเว็ปไซด์ต่างๆที่เจาะลึกเรื่องนี้ได้ตามสะดวก

สำหรับมือใหม่ผมอยากให้คุณฝึกมองภาพของแนวโน้มหลักให้ออก จากนั้นจึงค่อยฝึกการหาจังหวะในการเข้าเทรดตามแนวโน้มหลัก จงอย่าลืมว่า "เทรนเป็นเพื่อนที่ดีของคุณ"

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับหลายๆคน ท่านสามารถแชร์เพื่อเป็นประโยชน์ให้เพื่อนๆของคุณได้เลยนะครับ


ขอบคุณมากครับ สำหรับการติดตามบทความ


- Purd Tanitas -


เปิดบัญชี Exness คลิ๊กที่นี่ รหัสพาร์ทเนอร์ s9osq4ce

เปิดบัญชีจริง XM คลิ๊กที่นี่  รหัสพันธมิตร KG429

เปิดบัญชี Doo Prime คลิ๊กที่นี่   รหัสอ้างอิง 734841


Blogger : http://startupforexforbeginner.blogspot.com
Blockdit : Startup Forex by Purd Tanitas

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

"เริ่มต้น Forex จาก 0" ตอนที่ # 33 : แนวโน้มราคา (Trend)


"เริ่มต้น Forex จาก 0" ตอนที่ # 33

หลังจากที่เราได้รู้วิธีใช้ MT4 ในการเทรด และได้รู้เกี่ยวกับเรื่องการบริหารเงินกันไปบ้างแล้ว

ทีนี้เรามาดูเกี่ยวกับ “เทคนิคในการเทรด” กันบ้าง โดยผมจะเน้นไปที่พื้นฐานที่สำคัญหลักๆกันก่อนนะครับ

อยากจะบอกว่าพื้นฐานมีความสำคัญมากต่อการสร้างความเข้าใจในการวิเคราะห์ด้วยปัจจัยทางเทคนิค

ทฤษฎีและเครื่องมือทางเทคนิคทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น แนวรับแนวต้าน รูปแบบราคา เส้นค่าเฉลี่ยราคา หรือแม้แต่เส้นแนวโน้ม ต่างก็ถูกคิดค้นขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เดียวกันนั่นก็คือ “ใช้สำหรับหาแนวโน้มในตลาด” เพื่อให้เราสามทรถเทรดไปในทิศทางเดียวกับตามแนวโน้มตลาดได้ง่ายขึ้น

ซึ่งหลักการนี้เหมือนดังคำพูดที่ว่า “Trend is your friend” (แนวโน้มตลาดคือเพื่อนที่ดีที่สุด)

http://www.solvingforgeny.com


แนวโน้มราคา (Trend) คือ ทิศทางที่ราคาตลาดนั้นได้เคลื่อนที่ไป

โดยแนวโน้มราคา (Trend) แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆคือ


  • แนวโน้มราคาขาขึ้น (Up Trend)
  • แนวโน้มราคาขาลง (Down Trend)
  • แนวโน้มราคาแบบไม่มีแนวโน้ม (Sideway)

https://www.davelandry.com


แนวโน้มราคาก็ยังแบ่งออกเป็น 3 ระดับได้อีก คือ


  • แนวโน้มหลัก (Major Trend หรือ Long Term Trend)
  • แนวโน้มรอง (Intermediate Trend หรือ Medium Term Trend)
  • แนวโน้มย่อย (Near Term Trend หรือ Short Term Trend)


เพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจมากขึ้นลองดูภาพด้านใต้นี้ครับ

www.investopedia.com

เทรดเดอร์ส่วนมากจะมองหาแนวโน้มหลัก (Long Term Trend) เพื่อหาจังหวะในการเข้าเทรดที่แนวโน้มรอง (Medium Term Trend)

ส่วนช่วงที่เป็นแนวโน้มย่อย (Short Term Trend) เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์สูงบางคนก็จะเข้าเทรด เพื่อเก็งกำไรระยะสั้น แต่สำหรับมือใหม่ผมยังไม่แนะนำให้คุณเทรดในช่วงนี้นะครับ ไว้คุณเทรดเก่งขึ้นประสบการณ์มากขึ้นค่อยมาฝึกเทรดในช่วงนี้ทีหลังก็ได้ครับ

ตอนนี้ผมขอจบไว้เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ ตอนหน้าจะมาต่อในเรื่องของเครื่องมือทางเทคนิคที่ช่วยในการวิเคราะห์แนวโน้มกันครับ

ถ้าเนื้อหาเป็นประโยชน์กับท่านและคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนท่านเช่นกัน กด Share เพื่อแบ่งปันความรู้ให้เพื่อนๆได้เลยนะครับ ท่านใดอยากติดตามเพื่ออ่านบทความต่อๆไปก็สามารถกดติดตามกันได้ หรือจะคอมเม้นท์เพื่อแสดงความเห็นได้เต็มที่เลยนะครับ


- Purd Tanitas -


เปิดบัญชี Exness คลิ๊กที่นี่ รหัสพาร์ทเนอร์ s9osq4ce

เปิดบัญชีจริง XM คลิ๊กที่นี่  รหัสพันธมิตร KG429

เปิดบัญชี Doo Prime คลิ๊กที่นี่   รหัสอ้างอิง 734841


Blogger : http://startupforexforbeginner.blogspot.com
Blockdit : Startup Forex by Purd Tanitas

"เริ่มต้น Forex จาก 0" ตอนที่ # 40 : ตั้งค่า Period ของ Indicator เท่าไหร่ดี?

"เริ่มต้น Forex จาก 0" ตอนที่ # 40 :  ตั้งค่า Period ของ Indicator เท่าไหร่ดี? หลายคนข้องใจว่าจะตั้งค่า "Period" ของ...